บทความ

เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

07/10/2020
15490

Highlight


  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2561  ระบุว่าการกระทำใด ๆ ที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตหรือบทบัญญัติ มาตรา 38 วรรคสามของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยการวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยคดีนั้น จะต้องกระทำโดยสุจริตและมิได้ใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย
          แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ แต่บุคคลทั่วไปสามารถใช้เสรีภาพในการวิจารณ์คำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองไว้ใน มาตรา 34 ของรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้เสรีภาพนั้น “ไม่ขัดบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน” แต่หากกระทำการเกินเลยไปถึงขั้นดูหมิ่น ข่มขู่ หรือคุกคามศาล หรือตุลาการ ผู้กระทำอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาในฐานความผิดเรื่องดูหมิ่นเจ้าพนักงาน หรือศาล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 136 หรือมาตรา 198 ตามลำดับ

          ในเวลาต่อมาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2561  ระบุว่าการกระทำใด ๆ ที่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์คำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตหรือบทบัญญัติ มาตรา 38 วรรคสามของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยการวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยคดีนั้น จะต้องกระทำโดยสุจริตและมิได้ใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี หรือ อาฆาตมาดร้าย

          โดยในการเข้าฟังการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ หากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นสำหรับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการออกคำสั่งให้บุคคลใดกระทำการ หรืองดเว้นกระทำการ เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย และรวดเร็ว ตลอดจนมีอำนาจในการออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อให้กระบวนการพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดของศาลหรือคำสั่งศาล ให้ถือเป็นการละเมิดศาล ซึ่งศาลมีอำนาจตักเตือน โดยจะมีตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยหรือไม่ก็ได้ ไล่ออกจากบริเวณศาล  ลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

          ซึ่งการบังคับใช้บทบัญญัติละเมิดอำนาจศาลดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแก่คู่กรณีและให้กระบวนการพิจารณาคดีดำเนินต่อไปได้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งในบริเวณศาลและนอกศาล ทั้งนี้ศาลจะใช้ตามความจำเป็นเพื่อให้อำนวยความยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

          กล่าวโดยสรุปคือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา กฎหมายไม่ได้จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลโดยห้ามการวิจารณ์โดยเด็ดขาด ประชาชนสามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ หากแต่การวิจารณ์นั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต ไม่ว่าเป็นการแสดงความเห็นทั่วไปและความเห็นทางวิชาการ โดยจะต้องไม่มีความหยาบคาย เสียดสี หรืออาฆาตมาดร้าย เพราะการด่าทอ การเสียดสี การแสดงความอาฆาตมาดร้าย ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นที่สามารถเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลตามที่กฎหมายกำหนดไว้
 
Back to top